ฮือประท้วง! ค้านวัดพระธาตุพนม ย้ายเจดีย์ “พระครูขี้หอม” สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมือง

นครพนม

วันนี้ (19 กุมภาพันธ์ 2563) เวลา 16.00 น. บริเวณรอบวัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร อ.ธาตุพนม จ.นครพนม ได้มีตัวแทนชาวบ้านกว่า 1,000 คน ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เขตเทศบาลตำบลธาตุพนม นำโดย นายธนัตชัย คำป้อง กำนันตำบลธาตุพนม ประธานกลุ่มข้าโอกาสพระธาตุพนม และ นางสาวภารดี ทามนตรี ผู้ใหญ่บ้านธาตุพนมใต้ หมู่ 11 พร้อมด้วยผู้นำชุมชนต่างๆ ได้ออกมารวมตัวประท้วงเพื่อคัดค้านการย้ายสถูปของพระครูหลวงโพนสะเม็ก

โดยก่อนหน้านี้คณะกรรมการวัดพระธาตุพนม มติว่าจ้างผู้รับจ้างเอกชนเข้ามาดำเนินการ เพื่อเตรียมขุดย้ายรูปหล่อ และเจดีย์ ซึ่งภายในบรรจุอัฐิธาตุ ของพระครูหลวงโพนสะเม็ก หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า หลวงพ่อขี้หอม ยาคูขี้หอม สังฆราชแห่งนครจำปาสัก ประเทศลาว เนื่องจากเป็นพระเถราจารย์ที่มีคุณูปการต่อพระพุทธศาสนาในอาณาจักรล้านช้าง ที่ได้เข้ามาพัฒนาบูรณะปฏิสังขรณ์ องค์พระธาตุพนม เมื่อปี พ.ศ.2233 -2235 (330 ปี)ทำให้มีความเจริญรุ่งเรือง และมีคนเลื่อมใสศรัทธาต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน

กระทั่งพระครูหลวงโพนสะเม็กได้มรณภาพลง รวมสิริอายุ 90 ปี ภายหลังศิษยานุศิษย์ในสมัยนั้น ได้นำอัฐิธาตุออกเป็น 4 ส่วน โดยส่วนหนึ่งได้นำมาบรรจุไว้ในเจดีย์นอกกำแพงแก้วชั้นที่ 2 ด้านทิศเหนือ ซึ่งมีรูปหล่อขนาดเท่าตัวจริงประดิษฐานอยู่หน้าเจดีย์ สถิตไว้ด้านข้างองค์พระธาตุพนม เพื่อให้ชาวพุทธศาสนากราบไหว้จวบจนทุกวันนี้

ต่อมาเมื่อปี พ.ศ.2552 ได้เกิดความวุ่นวายขึ้น เนื่องจากทางคณะกรรมการวัดพระธาตุพนมฯ จะขุดย้ายรูปหล่อและเจดีย์บรรจุอัฐิธาตุไปไว้ที่อื่น ครั้งนั้นอ้างว่าเพื่อความเหมาะสม และจะปรับพื้นที่ให้เกิดความสะดวกในการจัดงานพิธีสำคัญ แต่ชาวบ้านคัดค้านไม่ยินยอม เรื่องดังกล่าวจึงเงียบหายไป

ถึงปลายปี พ.ศ.2562 ทางคณะกรรมการวัดพระธาตุพนม จึงได้รื้อเรื่องเดิมขึ้นมาหารือใหม่ แล้วเสนอไปยังสำนักศิลปากรที่ 7 อุบลราชธานี ที่ดูแลรับผิดชอบวัดพระธาตุพนมฯ เพื่อขอดำเนินการเคลื่อนย้าย ซึ่งสำนักศิลปากรมีหนังสือแจ้งกลับมายังคณะกรรมการวัดพระธาตุพนม ว่าหากจะมีการดำเนินการต้องมีการจัดทำประชาพิจารณ์ รับฟังความคิดเห็นของประชาชนตามขั้นตอน

ซึ่งไม่ปรากฏว่าจะมีการทำประชาพิจารณ์ กระทั่งเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ทางวัดพระธาตุพนมและคณะกรรมการวัด ได้มีการลักไก่ว่าจ้างให้ผู้รับจ้างเข้ามาดำเนินการเตรียมขุดย้ายรูปหล่อ และเจดีย์บรรจุอัฐิธาตุพระครูหลวงโพนสะเม็ก ออกไปไว้ที่ใหม่ ห่างจากจุดเดิมไม่ถึง 10 เมตร อ้างว่าเพื่อความเหมาะสมเพิ่มสวยงามของภูมิทัศน์

ทำให้ชาวบ้านเกิดความไม่พอใจ เนื่องจากพบว่าเป็นการทำลายโบราณสถาน โบราณวัตถุ ภายในวัดพระธาตุพนม อันสถานที่ศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมือง มีอายุเก่าแก่กว่า 300 ปี ซึ่งคณะกรรมการไม่มีการดำเนินการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน จึงเชื่อว่ามีการแอบแฝงเรื่องอื่น นอกจากทำลายโบราณสถานอายุกว่า 300 ปีแล้ว ยังทำร้ายจิตใจชาวพุทธ ชาวอำเภอธาตุพนม ชาวไทยและลาวที่เคารพศรัทธา จึงนัดออกมารวมตัวกันประกาศจุดยืน แสดงพลังเรียกร้องคัดค้านผ่านสื่อ ส่งไปยังหน่วยงานเกี่ยวข้อง ให้มีการยุติการดำเนินการ และร่วมกันนำเครื่องมือจอบเสียมมาขุดดินกลบหลุมที่ถูกขุดขึ้นมา ส่วนหนึ่งพบว่าเกิดความเสียหายของซากอิฐปูนโบราณ ภายใต้ฐานรอบๆ รูปหล่อ และเจดีย์บรรจุอัฐิธาตุ พร้อมได้เรียกร้องให้กรมศิลปากร ออกมาตรวจสอบหาแก้ไขเร่งด่วน

ทางด้าน นายสามารถ สุวรรณมณี นายอำเภอธาตุพนม ได้มอบหมายให้ นายสุพจน์ ผิวดำ ปลัดอาวุโส พร้อมด้วย นายขจรศักดิ์ นิตชิน นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลธาตุพนม และเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานเกี่ยวข้อง เข้าไปตรวจสอบ เพื่อรับทราบปัญหา ร่วมกับชาวบ้าน และทางตัวแทนคณะกรรมการวัด เพื่อขอให้ยุติการดำเนินการ พร้อมเสนอไปยังหน่วยงานเกี่ยวข้อง ดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป

นายธนัตชัย คำป้อง กำนันตำบลธาตุพนม ประธานกลุ่มข้าโอกาสพระธาตุพนม เปิดเผยว่า การดำเนินการดังกล่าวสร้างความไม่พอใจให้กับข้าโอกาสพระธาตุพนม เป็นอย่างมาก รวมถึงพุทธศาสนิกชน ทั้งชาวไทยและลาว ที่เคารพศรัทธา

เนื่องจากการดำเนินการครั้งนี้ ทางวัดไม่ได้หารือกับชาวบ้าน ถึงความเหมาะสม อีกทั้งยังไม่ดำเนินการตามขั้นตอนที่กรมศิลปากรแจ้งมา มีการลักไก่ว่าจ้างผู้รับจ้างเข้าไปขุดดินโดยพละการ สำคัญที่สุดไม่เพียงทำร้ายจิตใจชาวอำเภอธาตุพนม และข้าโอกาสพระธาตุพนม ยังทำลายโบราณสถาน โบราณวัตถุในจุดดังกล่าว เพราะเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ทำให้ร่องรอยหลักฐานทางประวัติศาสตร์เสียหาย

อย่างไรก็ตาม ตนรวมถึงข้าโอกาสพระธาตุพนมไม่ยินยอมให้มีการเคลื่อนย้ายสถูปพระครูโพนสะเม็กแน่นอน และยังทราบอีกว่าระหว่างมีการขุดหลุมนั้น คนงานพบวัตถุโบราณจำนวน 2 ชิ้น ซึ่งอาจจะเป็นหลักฐานสำคัญทางประวัติศาสตร์ แต่ไม่รู้ว่าวัตถุโบราณนั้นอยู่ที่ไหน จึงขอประกาศจุดยืนคัดค้านให้ถึงที่สุดไม่ให้มีการเคลื่อนย้าย เนื่องจากจุดเดิมถือเป็นประวัติศาสตร์ที่จารึกไว้ ไม่มีความจำเป็นที่จะย้าย เชื่อว่าหากใครย้ายออกไปจะเกิดอาเพศ และมีสิ่งไม่ดีจะเกิดขึ้นกับคนที่รู้เห็นดำเนินการแน่นอน

นายธนัตชัย คำป้อง กล่าวต่ออีกว่า เจ้าราชครูหลวงโพนสะเม็ก หรือ พระครูขี้หอม ฯลฯ เป็นพระสงฆ์รูปหนึ่งที่มีบทบาท ในการเป็นผู้นำชุมชนและการเมืองฝั่งโขง ในยุคอาณาจักรลาวแผ่ขยายครอบคลุมสองฝั่งแม่น้ำโขง นับเป็นสังฆราชแห่งนครจำปาสัก เนื่องจากเป็นพระเถราจารย์ที่มีคุณูปการต่อพระพุทธศาสนาในอาณาจักรล้านช้าง ที่ได้นำชาวบ้าน 3,000 คน เข้ามาพัฒนาบูรณปฏิสังขรณ์องค์พระธาตุพนม

โดยมีประวัติกล่าวว่าเจ้าราชครูหลวงโพนสะเม็ก เกิดเมื่อจุลศักราช 993 ปีมะแม (ตรงกับ พ.ศ.2174) สมัยพระเจ้าสุริยวงศาธรรมิกราช แห่งล้านช้างเวียงจันทน์ ที่เมืองโพพันลำ เทือกเขาภูพาน (ปัจจุบันคือบ้านกะลืม หมู่ 5 ต.เมืองพาน อ.บ้านผือ จ.อุดรธานี) ล่วงถึง พ.ศ.2233 เกิดเหตุการณ์วุ่นวายในเวียงจันทน์ แบ่งเป็นฝักเป็นฝ่าย ท่านจึงอพยพบริวารและผู้ติดตาม 3,000 คน เดินทางไปถึงชายแดนเขมร ระหว่างทางท่านและลูกศิษย์ได้สร้างเมือง ก่อตั้งวัดวาอารามหลายแห่ง จึงเกิดชุมชนลาวตั้งขึ้นสองฝั่งแม่น้ำโขง และลำน้ำสาขา

ด้วยแรงศรัทธาและบารมีที่มีต่อเจ้าราชครูโพนสะเม็กมากขึ้น จึงได้รับแต่งตั้งขึ้นเป็นพระราชา ปกครองเมืองนครจำบากนาคบุรีศรี ก่อนเปลี่ยนชื่อเป็นนครจำปาสัก ในเวลาต่อมาอาณาจักรดังกล่าวแผ่ขยายไปอย่างรวดเร็ว ลูกศิษย์ท่านได้ไปสร้างเมืองใหม่แถบสองฝั่งน้ำโขง มีสัมพันธไมตรีกับเขมร ขณะที่เจ้าราชครูดำรงตำแหน่งฝ่ายสงฆ์ ก็ทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา โดยการสร้างพระพุทธรูป วัดวาอารามหลายแห่ง

ตำนานพระธาตุพนม ระบุว่าช่วงปลายศตวรรษที่ 22 ประมาณ พ.ศ.2233 – 2235 พระครูขี้หอม หรือ เจ้าราชครูหลวงโพนสะเม็ก ได้มาบูรณปฏิสังขรณ์องค์พระธาตุพนม เป็นเวลานานถึง 3 ปีจึงแล้วเสร็จ และหลังพระครูหลวงโพนสะเม็กมรณภาพลง ลูกศิษย์ได้แบ่งอัฐิธาตุส่วนหนึ่งบรรจุไว้ในเจดีย์ ข้างองค์พระธาตุพนม นอกกำแพงแก้วชั้นที่ 2 แม้ปี พ.ศ.2518 พระธาตุพนมองค์เดิมล้ม ก็ไม่มีผู้ใดแตะต้องเจดีย์ของพระครูโพนสะเม็กแต่อย่างใด จึงอยู่เคียงข้างพระธาตุพนมองค์ใหม่จนถึงปัจจุบัน